โรคความดันโลหิตสูง สาเหตุ อาการ และ การรักษา

 

โรคความดันโลหิตสูง
หัวใจของคนเรามีหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดแดง โดยมีหลอดเลือดเป็นเหมือนเส้นทางให้เลือดไหลไปเลี้ยงยังอวัยวะต่างๆทั่วร่างกายโดยปกติแล้ว หัวใจจะมีจังหวะบีบและคลายตัวสลับกันไปก่อให้เกิดแรงดันที่เลือดกระทำต่อหลอดเลือดแดง เรียกว่า ความดันโลหิตซึ่งค่าของความดันโลหิตจะแปรผันตามจังหวะของหัวใจ หากหัวใจเต้นแรง หน้าแดงทุกที เพราะมีใครมาทำให้ใจสั่น อาจเป็นเรื่องปกติที่ทำให้ความดันโลหิตมีค่าสูงแต่ถ้าเมื่อใดที่ไม่ได้มีใครมารบกวน แต่หน้าแดง ใจเต้นแรง และปวดหัวบางทีอาจเป็นสัญญาณกลายๆที่บอกให้เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้วค่าความดันคนเรามีสูงและมีต่ำ ค่าสูงเรียกว่า ค่าความดันซิสโทลิกเป็นค่าความดันโลหิตสูงสุดที่ผนังหลอดเลือดแดง เกิดขึ้นขณะหัวใจบีบตัวเพื่อให้เลือดแดงไหลออก ค่าต่ำเรียกว่า ค่าความดันไดแอสโตลิก เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจคลายตัวให้เลือดจากหลอดเลือดดำไหลเข้ามาสู่หัวใจการวัดความดันโลหิตจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า สฟิกโมมานอมิเตอร์ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จะใช้เป็นเครื่องอัตโนมัติ เมื่อนำผ้าพันรอบต้นแขนของผู้วัดขณะพักแล้วกดปุ่มวัดความดัน ค่าความดันโลหิตปกติของผู้ใหญ่จะอ่านค่าได้ประมาณ 120/80 แต่ถ้าค่าความดันโลหิตที่วัดได้อยู่ในระดับ 140/90 หรือสูงกว่านี้ หลายๆครั้งติดต่อกันหลายสัปดาห์เมื่อนั้นถือได้ว่า เป็นโรคความดันสูง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง

กรรมพันธุ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง อายุที่มากกว่า 45 ปี สำหรับผู้ชาย และ 55 ปีสำหรับผู้หญิง อาจทำให้ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเริ่มเสื่อมลง การรับประทานอาหารรสจัดโดยเฉพาะรสเค็ม จะส่งผลให้ไตซึ่งเป็นอวัยวะที่มีหลอดเลือดมากที่สุดอวัยวะหนึ่งต้องทำงานหนักในการรักษาสมดุลเกลือแร่ ภาวะโรคอ้วน โรคเบาหวาน ผู้ที่สูบบุหรี่ การติดสุรา การขาดการออกกำลังกาย และมีไขมันคอเลสเตอรอลในปริมาณที่มากเกินไปไขมันเหล่านี้จะไปสะสมที่หลอดเลือด นานวันเข้าก็เกิดการอุดตันจนทำให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดในปริมาณที่น้อยลง หัวใจจึงต้องเพิ่มแรงบีบตัวเพื่อจะส่งเลือดไปเลี้ยงให้ได้เท่าเดิม จึงส่งผลให้ความดันโลหิตมีค่าสูงขึ้นความดันโลหิตสูง

อาการของโรคความดันโลหิตสูง

ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ แต่หากเป็นอยู่นานและไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลให้อวัยวะต่างๆเริ่มมีอาการผิดปกติหัวใจที่ต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆจะเริ่มทำงานได้ลดลงทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้ไม่ดีดังเดิม ระยะแรกอาจมีอาการปวดหัว หน้ามืด นานวันเข้าจะเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณหัวใจ เหนื่อยหอบ กล้ามเนื้อและหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจก็จะเริ่มมีปัญหาส่วนไตที่ขาดเลือดมาเลี้ยงอย่างเพียงพอก็จะเริ่มเสื่อมและท้ายที่สุด ทั้งหัวใจและไต ก็อาจจะวายไปพร้อมๆกันการรักษาโรคความดันโลหิตสูงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคไต หรือหัวใจ การรักษาขั้นต้นคือการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตและการรับประทานอาหารแต่หากความดันยังดันทุรังสูง อาจมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยยาเพื่อควบคุมความดันให้ปกติ

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

การรักษาอาจมีการใช้ยาชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกันโดยผู้ป่วยอาจได้รับยาในกลุ่มยาขับปัสสาวะ(Diuretics)ซึ่งออกฤทธิ์โดยเพิ่มการขับเกลือโซเดียมและขับน้ำออกทางไต ช่วยส่งผลให้ปริมาณเลือดในร่างกายลดลงเมื่อเลือดลดลง ความดันโลหิตก็จะลดลงตามมา ตัวที่นิยมใช้มากที่สุดคือ ยาไฮโดรคลอโรไทอาไซด์(Hydrochlorothiazide)และยาฟูโรซีไมด์ (Furosemide)ผลข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้จะทำให้ผู้ป่วยที่ใช้ยาถ่ายปัสสาวะบ่อยเกิดอาการอ่อนเพลีย และสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายอาจมีปัญหายาในกลุ่มปิดกั้นเบต้า(Beta blockers)จะขัดขวางการทำงานของ Beta receptors ซึ่งพบมากที่หัวใจ ทำให้อัตราการเต้น และแรงบีบตัวของหัวใจลดลงลดปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจในการเต้นแต่ละครั้ง ยาในกลุ่มนี้เช่น ยาไบโซโพรลอล(Bisoprolol) และยาคาวีไดลอล(Carvidilol) ยาในกลุ่มต้านเอนไซม์แอนจิโอเทนซิน(ACE inhibitors)สามารถลดความดันโลหิตโดยเข้าไปยับยั้งการผลิตเอนไซม์ที่มีชื่อว่า แอนจิโอเทนซินทู(Angiotensin II)ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการหดตัวหรือบีบตัว ยาในกลุ่มนี้ เช่น ยาอีนาลาพริล(Enalapril) ยาลอซาร์แทน(Losartan) ยาวาลซาร์แทน(Valsartan) ยาในกลุ่มที่นิยมอีกกลุ่มคือยาที่ปิดกั้นแคลเซียม(Calcium channel blockers)ซึ่งจะออกฤทธิ์โดยการป้องกันไม่ให้แคลเซียมเข้าสู่เซลส์กล้ามเนื้อที่ควบคุมผนังหลอดเลือดซึ่งจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวมากขึ้น เปิดหลอดเลือดให้เลือดมีการไหลผ่านได้สะดวกมากยิ่งขึ้นเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ ยาในกลุ่มนี้เช่นยาเวราพามิล(Verapamil)และยาดิลไทอาเซม(Diltiazem)

การดูแลตัวเอง

หากภาวะความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการควบคุมจะมีผลเสียร้ายแรงตามมามากมายผู้ป่วยจึงมีความจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อวัดระดับความดันโลหิต และรับยาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอรวมไปถึงการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันและการรับประทานอาหารหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็มหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเล ไข่แดง ชีส และอาหารที่ปรุงจากน้ำมันจากสัตว์ หันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นการออกกำลังกายเป็นประจำเช่นการเต้นแอโรบิคเบาๆ จะทำให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงได้ในที่สุดหากทำได้ดังนี้แล้วค่าความดันทั้งสูงและต่ำก็จะไม่ดันทุรังสูงอีกต่อไป